ในมัลติเวิร์สหนึ่ง มีลิงตัวหนึ่งกำลังนั่งง่วนอยู่กับเครื่องพิมพ์ดีดภาษาอังกฤษที่ไม่มีวันพัง งานของมันมีอย่างเดียวคือ จิ้มแป้นพิมพ์ดีดมั่วๆ จนได้ความยาว 410 หน้า พอครบปุ๊บ มันก็จะเอาไปวางเรียงไว้ในห้องสมุดที่มีขนาดเป็นอนันต์ แล้วกลับมาเริ่มต้นพิมพ์ใหม่ครั้งแล้วครั้งเล่า สมมติว่าลิงตัวนี้เป็นอมตะและมีเวลาชั่วนิรันดร คุณเชื่อไหมว่า สุดท้ายแล้วในห้องสมุดผลงานลิงตัวนื้จะต้องมีเรื่องโรมิโอกับจูเลียต เชอร์ล็อคโฮล์ม ลอร์ดออฟเดอะริงส์ แฮรี่พ็อตเตอร์ เกมออฟโธรน หรือหนังสือภาษาอังกฤษทุกเล่มที่เคยมีการเขียนหรือแปลมาบนโลกใบนี้รวมอยู่ด้วยแน่นอน! (ถึงจะเป็นสัดส่วนแค่ หนึ่งในล้านๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆ ส่วนที่เหลืออ่านไม่เป็นภาษามนุษย์ก็ตาม)
นี่คือ Infinite Monkey Theorem การทดลองทางความคิดที่นักเขียนชาวอาร์เจนติน่า Jorge Luis Borges เอามาเขียนถึง(อาจจะไม่เป๊ะๆ ตามนี้นะ หาหนังสือไม่เจอ) ในบทความเรื่อง The Total Library ส่วนห้องสมุดนั้นอยู่ในเรื่องสั้นชื่อ The Library of Babel
วันนี้ระหว่างนั่งฟัง #RoundShare4 #เอไอกลืนกินมนุษย์ ก็เกิดนึกถึงไอ้ลิงตัวนี้ขึ้นมา ในฐานะที่เป็นคนที่อ่านๆ เขียนๆ อยู่บ้าง ก็อดไม่ได้ที่จะคิดว่า Generative AI มันก็อวตารของไอ้ลิงตัวนี้แหละ เพียงแค่ตอนนี้มันไม่ได้จิ้มแป้นพิมพ์ดีดมั่วๆ แล้ว เพราะดันมีนายทุนไปขโมยเอาผลงานของมนุษย์ทั้งหมดจากอีกเวิร์สนึงมาให้มันอ่าน จนผลงานของมันพรุ่งพรวดดีขึ้นอย่างผิดหูผิดตา เพราะมันพอจะจับทางได้แล้วว่าควรจะจิ้มคีย์ไหนต่อด้วยคีย์ไหน ถึงจะอ่านได้เป็นเรื่องเป็นราว อาจจะกร่อยบ้าง แซ่บบ้าง แต่ก็ยังเป็นภาษาคนล่ะน่า เก่งกว่าที่คนส่วนใหญ่เขียนด้วยซ้ำ
คำถามคือ คุณคิดว่ามันจะเขียนผลงานแบบเชคสเปียร์ เชอร์ล็อคโฮล์มฉบับอัพเดต 2026 ลอร์ดออฟเดอะริงภาคอวกาศ หรือเขียนเกมออฟโธรนให้จบ (เสียที) แทนอีตา GRR Martin ได้มั้ย ผมว่ามันก็คงทำได้แหละ จะให้ ChatGPT เขียนให้ตอนนี้เลยก็ได้ ไม่เกินชั่วโมงนึงน่าจะเสร็จ แต่มันจะ “โดน” หรือเปล่านั่นอีกเรื่อง
เมื่อก่อนเวลา เราหยิบหนังสือขึ้นมาเล่มหนึ่ง เราอาจจะเลือกเล่มที่เราลองพลิกดูแล้ว รู้สึกว่ามันสะท้อนอะไรซักอย่างในตัวเรา ไม่ใช่หนังสือทุกเล่มจะเป็นอย่างนั้น แต่ละเล่มมี “เสียง” ของมันเอง เพราะคนเขียนมีชุดประสบการณ์เฉพาะของตัวเอง ทำให้หนังสือที่เขียนออกมามี “เอกลักษณ์” คือ ลักษณะที่เป็นหนึ่งเดียวไม่เหมือนใคร แม้แต่ตัวคนอ่านเองก็มีชุดประสบการณ์ที่ไม่ซ้ำกับคนอื่น เราถึงมีรสนิยมเลือกอ่านหนังสือไม่เหมือนกัน
แต่พอเป็นสิ่งที่เอไอเขียน มันถูกเทรนมาด้วยประสบการณ์ทั้งหมดของมนุษยชาติที่เคยถูกเขียนไว้เอามากองรวมกัน แล้วดึงออกมาก้อนนึงด้วยอัลกอริธึมที่บอกมันว่าน่าจะเป็นอย่างนี้มากที่สุด สีสันอันหลากหลายเฉพาะตัวของชีวิตอันคาดเดาไม่ได้เลยกลายเป็นค่าทางสถิติสีตุ่นๆ ที่บอกว่ามัน “ควรจะเป็น” อย่างโน้นอย่างนี้ อ่านแล้วไม่ได้รสชาติที่โดนใจใครซักเท่าไหร่
กระบวนการเขียนเป็นเรื่องท้าทายสำหรับมนุษย์ เพราะตอนก่อนเขียนคำแรกเราไม่รู้หรอกว่างานมันจะพาเราไปทางไหน เขียนไปด้วยค้นพบตัวเองไปด้วย บ่อยครั้งที่เรารู้สึกว่าเราไม่ใช่คนเขียน แต่งานมันเขียนตัวมันเอง โดยเรามีหน้าที่แค่พยายามอ่านใจมันแล้วกลั่นกรองออกมาเป็นคำแค่นั้นเอง แล้วพอเขียนเสร็จ เรายังรู้สึกว่างานมันเปลี่ยนตัวตนของเรา กลายเป็นจุดตั้งต้นใหม่ให้กับงานต่อๆ ไป
แต่งานเขียนเป็นเรื่องกล้วยๆ สำหรับเอไอ เพราะมันมีวิธีเขียนไม่เหมือนกับคน เอไอมีวัตถุดิบและสูตรสำเร็จพร้อม ทุกอย่างถูกคิดคำนวณไว้เสร็จก่อนที่มันจะเขียนคำแรกคำแรกเสียอีก ความแตกต่างนี้ทำให้ผลงานของเอไอกับมนุษย์ต่างกันอย่างชัดเจนในแง่ความคาดเดาได้
งานเขียนของเอไอเป็นเหมือนนักขว้างมีดมือฉมังที่ขว้างไปที่ล้อหมุนกี่ทีๆ ก็ตรงเป้าเป๊ะ ไม่โดนตัวสาวงามที่ถูกตรึงอยู่กับล้อหมุน แต่งานมนุษย์เขียนกลับคาดเดาได้ยาก เหมือนนักขว้างมีดที่กินเหล้าจนมือสั่นขว้างแล้วไปปักอกสาวงามเลือดกระฉูด เพราะมนุษย์ไม่ได้สนใจว่างานที่เขียนออกมามันจะเป็นคำตอบที่ “ควรจะเป็น” หรือเปล่า มนุษย์เขียนเพราะอารมณ์กูตอนนี้เป็นอย่างนี้ ในหัวกูคิดอย่างนี้ ไม่ได้สนใจค่าความน่าจะเป็นจากสิ่งที่เคยถูกเขียนมาก่อน (เพราะกูไม่ได้เคยอ่านมาหมดโลกนี้นี่หว่า) อาจจะดีมั่ง ห่วยมั่ง แต่มันกลับมีความสดใหม่ ที่ไม่ใช่สูตรตายตัว
เรากลัวกันว่า เอไอจะมาแทนที่ความคิดสร้างสรรค์ของมนุษย์ แต่งานเขียนของเอไอไม่ได้สร้างอะไรใหม่ แต่เป็นแค่สูตรในการขยำยำวัตถุดิบเดิมตามสูตรที่มีอยู่ แต่เอไอไม่สามารถจะเชื่อมโยงสิ่งที่ไม่เคยมีใครเชื่อมโยงมาก่อนได้ เพราะสิ่งนั้นมีค่าความน่าจะเป็นไปได้เท่ากับศูนย์ อัลกอริธึมจะบอกมันว่า “ไร้เหตุผล”
ความไร้เหตุผลนี่แหละ คือ “ความออริจินอล” นั่นคือสิ่งที่ไม่เคยมี และถึงขนาดว่าไม่ควรจะมีได้จากเส้นมขนบเดิม ยกตัวอย่างงานเขียนอาจจะไม่ค่อยเห็นภาพ ลองเปรียบเทียบด้วยงานสถาปัตยกรรมดีกว่า
ตึกรามบ้านช่องใจกลางกรุงปารีสที่ทุกอย่างดูผสมกลมกลืนน่ารื่นรมย์อย่างที่เราเห็นกันอยู่ทุกวันนี้ เพิ่งถูกออกแบบและสร้างใหม่ขี้นโดยของบารอนเฮ้าส์มันน์สถาปนิกเอกของกษัตริย์นโปเลียนที่สามในช่วงปี 1850-73
ที่นี้ลองจินตนการว่า ถ้าตอนนั้นมีเอไอ แล้วเราสั่งให้มันช่วยงานออกแบบงานสถาปัตยกรรมเจ๋งๆ สำหรับงานปารีสเอ็กซโปปี 1889 เอไอก็คงสามารถออกแบบอะไรที่สวยงามกลมกลืนตามตรรกะของเฮ้าส์มันน์ได้อีกหลายร้อยแบบ แต่แน่ใจได้เลยว่าในร้อยแบบนั้นจะไม่มีอะไรที่ “อัปลักษณ์” ได้เหมือนหอไอเฟลเลย (ผู้อ่านคงรู้อยู่แล้วว่าตอนที่หอไอเฟลถูกสร้างขึ้นมาใหม่โดนวิจารณ์มากมายว่าเป็นทัศนอุจาด)
การแหกขนบ คือสิ่งที่นิยามความคิดสร้างสรรค์ของมนุษย์ ในขณะที่ “ความคิดสร้างสรรค์” ของเอไอในปัจจุบันคือการยึดตามขนบเดิมอย่างไม่หลุดกรอบ (เพราะหลุดไม่ได้ มันถูกสร้างมาอย่างนี้) นี่แหละคือสิ่งที่เอไอยังทำไม่ได้ อย่างน้อยก็ในตอนนี้
แล้วไอ้ความออริจินอลของมนุษย์มาจากไหนกันล่ะ
ก่อนจะจบวง #RoundShare4 #เอไอกลืนกินมนุษย์ มีคำถามให้ทุกคนแชร์คำหนึ่งคำที่รู้สึก ผมฟังรอบวงไข่แดง และดูในฟลิปชาร์ตที่คนมาเขียนหลังงานเลิกแล้วยังไม่เห็นใครพูดถึงคำนี้
“ความฝัน”
ในศาสนาพรามณ์ฮินดู โลกเกิดมาจากความฝันของพระวิษณุที่บรรทมอยู่บนมหาสมุทร แล้วมีพระพรหมโผล่ขึ้นจากสะดือ เพื่อสร้างโลกใหม่ ถ้าพูดเป็นภาษาสมัยใหม่ก็ต้องบอกว่า โลกเป็นแค่ simulation ในความฝันของพระวิษณุ (อย่างกับหนัง The Matrix)
ผมไม่รู้ว่า AI ฝันเป็นหรือยัง แต่ที่แน่ๆ สิ่งที่มันมั่ว hallucinate ออกมาก็ไม่น่าจัดได้ว่าคือความฝัน เพราะเป็นแค่ผลผลิตจากอัลกอริธืมของมันที่ปั้นความเท็จให้กลมกลืนไปกับความจริง เพื่อจะชักจูงอย่างหนักแน่นให้เราเชื่อว่าเป็นข้อมูลที่ถูกต้องตามที่เราสั่งมันไป เพราะมันถูกโปรแกรมมาให้เชลียร์มนุษย์ได้ทุกวิธี จึงน่าจะเรียกว่าโป้ปดมดเท็จเสียมากกว่า
ในทางตรงกันข้าม เราไม่ใช่เจ้านายของความฝัน ความฝันพาเราไปยังดินแดนแปลกตาพบคนแปลกหน้า ทั้งๆ ที่เราไม่ได้สั่ง ฃและสั่งไม่ได้ บางครั้งน่าตื่นเต้น บางครั้งน่าหวาดกลัวจนตกใจตื่น (แล้วรีบตีออกมาเป็นเลขหวย 555)
เวลาเราฝัน เราจะอยู่ในโลกใหม่อีกใบหนึ่งที่มีตรรกะของมันเอง ไม่ได้ลอกเลียนแบบตรรกะของโลกความเป็นจริง (นึกถึงโลกพับได้ใน Inception หรือโลกเปื้อนสีใน What Dreams May Come)
โลกแห่งความฝันที่คล้ายจะจริงแต่ (ยัง) ไม่จริงนี้นำไปสู่การคิดค้นและสิ่งประดิษฐ์ใหม่ๆ ไม่ว่าจะเป็น ตารางธาตุของเมนเดเลฟ โครงสร้างอะตอมของนีลส์บอร์ กูเกิ้ล หรือแม้แต่ไอเดียหนัง The Terminator ของเจมส์คาเมรอนที่หุ่นยนต์ล้างโลกมนุษย์
ที่สำคัญไปกว่านั้น ความฝันยังเป็นประตูที่แง้มให้เราเห็นโลกที่ยังไม่มีอยู่จริง เป็นแรงขับเคลื่อนสังคมมนุษย์ให้ไปสู่โลกที่ (เชื่อว่าจะ) ดีกว่า ไม่ว่าจะเรียกว่า ยูโทเปีย อาณาจักรของพระเจ้า ยุคพระศรีอาริย์ หรืออะไรก็ตาม ความพยายามนั้นได้ผลบ้าง ไม่ได้ผลบ้าง พังพินาศบ้าง แต่ก็เป็นสิ่งที่ทำให้โลกก้าวไปข้างหน้าไม่หยุดนิ่ง
สิ่งที่เอไอทำไม่ได้ และเป็นคุณค่าที่เหลืออยู่ของมนุษย์ คือการดื้อรั้นในสิ่งที่ไร้เหตุผล (unreasonableness) และยืนหยัดในความฝันที่เป็นไปไม่ได้
ถ้าวันหนึ่งที่เอไอมันเกิดฝันขึ้นมาได้บ้าง ก็ขอภาวนะให้มันฝันได้อย่างเพลง Impossible Dream จาก Man of La Mancha (ดัดแปลงจากดอนกีโฮเต้) เพลงนี้ ถึงแม้ว่ามันอาจจะเป็นไปได้ว่าโลกนี้มันจะเป็นแค่ simulation ก็เถอะ
“จะฝันถึงความฝันที่เป็นไปไม่ได้ จะต่อกรกับศัตรูที่ไม่อาจพิชิต จะแบกรับความเศร้าโศกที่เกินทานทน จะพุ่งเข้าไปในที่ที่ผู้กล้ามิอาจหาญไปเยือน
จะแก้ไขความผิดที่เกินแก้ไข จะคงความรักบริสุทธิ์แม้อยู่แสนไกล จะไขว่คว้าแม้แขนจะอ่อนล้า เอื้อมให้ถึงดวงดาวที่อยู่เกินสุดแขน
นี่คือภารกิจของฉัน คือการตามดวงดาวดวงนั้น ไม่ว่าจะสิ้นหวังเพียงใด ไม่ว่าจะไกลแค่ไหน จะต่อสู้เพื่อความถูกต้องโดยมิลังเลหยุดยั้ง ยินดีย่างก้าวเข้าสู่ขุมนรกเพื่ออุดมการณ์อันสูงส่ง
ฉันรู้ว่าถ้าฉันซื่อสัตย์ต่อภารกิจอันยิ่งใหญ่นี้ หัวใจของฉันจะสงบเยือกเย็น ในยามที่จากโลกนี้ไป
และโลกจะดีขึ้นเพราะสิ่งนี้ เมื่อชายคนหนึ่งที่ถูกดูแคลนเต็มไปด้วยบาดแผล ยังคงดิ้นรนรวบรวมความกล้าหาญครั้งสุดท้าย เพื่อเอื้อมให้ถึงดวงดาวที่เอื้อมไม่ถึง!”